วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

ชมไฟประดับปีใหม่ใน กทม.ปี ๒๕๕๖

เปิดฤดูกาลใหม่สำหรับปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ครอบครัวอยู่เย็นจึงเดินทางไปชมไฟประดับ ณ.ที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง

เราได้ยินว่าได้มีการประดับไฟไว้ที่จุดสำคัญของ กทม. หลายจุด และได้ประดับไฟไว้ตั้งแต่ก่อนวันพ่อ คือวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งจะเปิดไฟประดับให้สว่างไสวไว้อย่างนี้จนถึงสิ้นเดือนมกราคม ๒๕๕๖

ฉะนั้น...จึงหาโอกาสที่พอเหมาะพอควรสำหรับการเดินทางมาชมความงดงามแบบนี้อีกครั้ง เมื่อหลายปีก่อน คือปี 2553 นั้นเราก็เดินทางมาชมครั้งหนึ่งแล้ว ยังประทับตาประทับใจไม่รู้ลืม

สามารถติดตามชมเหตุการณ์ครั้งก่อนได้ตามลิ้งท์นี้ http://gradingthong.blogspot.com/search/label/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%20%22%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%22

แหละการชมไฟของปี 2554 ท่านก็สามารถติดตามได้ตามลิ้งท์นี้ครับ http://gradingthong.blogspot.com/2011/01/blog-post.html


สำหรับ "สมาชิก" ที่เดินทางไปชมความงดงามของแสงไฟสำหรับต้นปี 2556 นั้นก็มีดังนี้ครับ  1. อาติ๋ว 2.ป้าอ้อย 3.พี่โต้ง  4.น้องญา  5.น้องนิ้ง  6.น้องนนท์

ตอนไปน่ะ "ครึกครื้น" กันตลอดทาง เนื่องจาก "ตื่นเต้น" และ "ดีใจ" ที่จะได้เห็นไฟประดับของประเทศไทยในกรุงเทพมหานครกันอีกครั้ง

เพราะสิ่งสำคัญ ๆ เช่นนี้ในเมืองไทยมีจัดกันไม่บ่อยนัก เราได้เห็นการจัดไฟ หรือเรียกกันว่า "แสง" และ "สี" ต่างประเทศก็เห็นมาแล้ว 

นั่นคือประเทศฮ่องกง และ มาเก๊า คลิ๊กตามลิ้งท์นี้เลยครับ  
 http://gradingthong.blogspot.com/search/label/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%20%E0%B8%AE%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%87%203-7%20%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%20%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202554


 อาจจะกล่าวได้ว่า "มาดูไฟประดับของประเทศไทย" เรากับบ้างซิ  จะทำได้น่าประทับใจถึง "ขั้นเทพ" หรือไม่

 เดินทางกันมาตั้งแต่เวลาประมาณ 2 โมงเย็น หรือ 14:00 น. มาถึง กทม.ก็ซัก 16: 11 น. เราวิ่งรถผ่านสถานที่สำคัญในอดีต นั่นคือ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย"

และวิ่งผ่านถนนราชดำเนินมาเรื่อย ๆ ถนนแห่งนี้จัดงานสำคัญ ๆ หลายครั้งแล้ว ครั้งที่สำคัญที่สุดที่ทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทยนั่นคือ ...การให้รถฟอร์มูล่าวันลงวิ่งเพื่อเฉลิมฉลองชัยให้กับทีม "เรดบลูเรคซิ่ง" ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกนั่นเอง..

ติดตามเนื้อหาครั้งนั้นตามลิ้งท์นี้ได้เลย.. http://gradingthong.blogspot.com/2010/12/red-bull-in-thailand-rachadumneon.html

ขับรถผ่าน "สนามหลวง" ก็เข้าใกล้กับวัดพระแก้วแล้ว หาที่จอดรถซักนิดหนึ่ง

หลังจากนั้นก็เดินชมวิวบริเวณใกล้หรือรอบด้านสนามหลวงกันหน่อย  ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ลงเดินบริเวณนี้ เขาเรียกกันว่า ..กระทรวงกลาโหม

เดินเล่นชมวิวบริเวณหน้ากระทรวงกลาโหมกันตั้งนาน และก็ถ่ายรูปกันไปเรื่อย ๆ 

ช่วงวันดังกล่าวกล่าวนี้ถือว่าคนไม่เยอะ เนื่องจากคนกรุงเองก็จะเดินทางกลับบ้านเกิด เราคนบ้านนอกจึงต้องเดินทางเข้ากรุงเพื่อชมเมือง

ฉะนั้น...ถนนหนทางจึง "โล่ง" และ "โปร่ง" ตลอดทั้งสาย  อากาศจึงดีขึ้นโดยทันใด  (อยากให้เป็นแบบนี้ซะทุกวัน  ...แต่...ฝันไปเถอะ)

โดยส่วนใหญ่ก็จเดินทางกลับภูมิลำเนาทาง "ภาคอีสาน" หรือ "ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ"  ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยแน่ใจว่า คนกรุงนั่นคือคนกรุงเทพฯหรือว่าเป็น "คนอีสาน" กันแน่

เห็นภาพของหลังคาวัดแล้วทำให้นึกถึงหนังประเภทจักร ๆ วงศ์ ๆ ของไทยจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ..แก้วหน้าม้า,สิงหไกรภพ,ฯ ยังมีหลายเรื่องที่จะมีภาพเช่นนี้ประกอบฉาก (จำไม่ได้อีกเยอะเลย)
เล่าไปเล่ามาหาว่า "แก่" หรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่แก่หรอก อายุยังไม่เลข 3 หลักเลย  ..เฮ้อ..

 มองด้านตรงข้ามจึงได้จัดแจงถ่ายภาพเพื่อ "บันทึกไว้เป็นความทรงจำ" ซักหน่อย สถานที่แห่งนี้สร้างมานานปัจจุบันประมาณ 200 ปี แล้วเนื่องจากว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้นกรุงรัโกสินทร์

ในอดีตนั้นคงเต็มไปด้วย "ป่า" และหรือแหล่งน้ำเป็นแน่แท้ เนื่องจากว่าไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยามากนัก ใกล้ ๆ กันก็เป็น "วัดภูเขาทอง"

การตั้งเมืองในอดีตนั้นจะนิยมตั้งบริเวณริมแม่น้ำ เพราะมีความอุดมสมบูรณ์และต้องติดต่อกับเมืองต่าง ๆ โดยทางเรือเป็นสำคัญ

ในฐานะที่พึ่งจะเดินทางไปถึง นับจากระยองจนถึงวัดพระแก้วก็ซัก 3 ชั่งโมงครึ่งได้ ออกเดินทางตั้งแต่บ่าย  บัดนี้ "หิว" กันซะแล้วครับพี่น้อง

เราจึงได้หารือว่า ถ้าเข้าไปเดินภายในคงนานและอุปสรรคขณะเดินของเราคงจะหิวกัน  มันจะไม่สนุก   

ฉะนั้น..จึงหาซื้ออะไรกินกันซักหน่อยดีฝ่านะ


ว่าแล้วจึงเดินหาซื้อ "ของชอบ" ที่กินง่าย ๆ แต่ให้ "อร่อย" ดีกว่า  เดินไปเห็น..ข้าวเหนียวหมูปิ้ง  

โอ๊ว....ว  เข้าแถวกันยาวเลย พอได้ซักครึ่งแถวนะ  "หมด" ขอรับ  จึงอดกันไปตามระเบียบ

เดิน ๆ ๆ ถัดมาอีกร้าน ได้ข้าวเหนียวไก่ย่างและหมูย่างไม่กี่ไม้  จึงบอกร้านนี้ละกัน ถือว่าใกล้เคียงที่ต้องการ

จริง ๆ แล้วร้านอาหารที่มีนั้นเยอะมากนะ  ...แต่..."เลือก" ไง  จึงเดินกันอยู่หลายยก ทำให้อาหารนั่น "ร่อยหรอ" ไปเรื่อย ๆ  ก็เนื่องจากคนเยอะน่ะสิ  มีทั้งชาวไทยเองและชาวต่างชาติ

วันนั้นกลุ่มเราเองเกือบจะเป็น "ชาวต่างชาติ" เลยนะ เพราะคนไทยมีน้อยกว่าต่างชาติซะอีก   ก็ที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ คนกรุงเทพจะกลับบ้านนอกกันเพราะเป็นช่วงปีใหม่ไง

เมื่อได้ "สิ่งที่ชอบ" แล้วจึงเดินข้ามถนนมาอีกฝั่งเพื่อนั่งรับประทานอาหารกันก่อนแล้วจึงเข้าไปชมความงามของวัดพระแก้ว

ช่างได้บรรยากาศซะเหลือเกินอาหารมื้อนั้น เรียกว่า "กินข้าวข้างรั้วข้างวัง" นี่นึกถึงหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ซะเหลือเกิน

กินข้าวปลาอาหารกันเสร็จ  จึงตั้งใจที่จะเข้าไปชมความงามของวัดพระแก้วภายในกันแบบสบาย ๆ จากนั้นกลุ่มเราจึงเดินมา "ออกันหน้าประตู" ชื่อว่า ...ประตูสวัสดิโสภา...


ด้วยความสงสัยว่า...เขายืนกันทำไม...จึงอ่านป้าย  "สิ่งที่ห้าม" มีดังนี้  1.ห้ามกระโปรงสั้น , 
2.ห้ามกางเกงขาสั้น , 
3.ห้ามแต่งกายไม่สุภาพ 

ที่ใกล้ ๆ กันนั้นจะมีชุดให้เช่าครับ ชุดละ 30 บาท ถ้าสนใจจะเข้าไปจริง ก็ต้องเช่าละครับ

กลุ่มเราในฐานะจาโร  เอ๊ย...ย  ฐานะที่แต่งกายถูกต้องอยู่แล้วก็จะเข้าไปชมได้ล่ะ กำลังจะเดินเข้าประตู ประตู "ปิด" ครับ  


อ๊ะ...ะ  "งง" ทำไมถึงจะปิด คนรอที่จะเข้าก็เยอะ  เขาบอก ....หมดเวลา....   

             เอ้า.... ปิดเวลา 17.00 น. เรอะ

เดินทางมาตั้งไกล และเป็นช่วงวันปีใหม่ 2556 ซะอีกด้วย "ทำไมปิดเร็วจัง" (เราก็ไม่ได้ดูช่วงปิด-เปิดทำการซะด้วยสิ)  มันเป็นช่วงวันพิเศษ และกลางคืนควรจะมีไฉายส่องกับภาพวัตถุที่ปรากฏภายในวัด จะได้สวยงาม  ถึงจะเก็บเิงินก็ "ยินดี" ถ้าทำแล้วประทับใจ

ดังนั้น  จึงได้แต่มองสิ่งสวยงามนั้นเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น อดกันตามระเบียบซิครับพี่น้อง

งั้น..ถ่ายรูปรอบ ๆ นอกก็ได้ดิ๊  จึงได้แอ๊คเพื่อที่จะถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกว่า ..ครั้งหนึ่งเราได้มาเยี่ยมชมแล้วนะ แต่ ประตูปิดใส่หน้าซะแล้ว โอกาสหน้าละกัน อาจจะเป็นช่วงสงกรานต์ของปี 2556 นี้ก็เป็นได้


ใกล้ ๆ บริเวณนั้นผมเหลือบไปเห็นคน ๆ หนึ่งคุ้น ๆ ว่าจะพอรู้จัก จึงหันไปมองอีกครั้งหนึ่ง  ...ใช่แล้ว...คริสโตเฟอร์ เบญจกุล  นั่นเอง

บุคคลนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว (ปัจจุบัน 2556) ชายคนนี้กำลังเข้าสู่วงการนักแสดง และถือว่าเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่เนื้อหอม  ด้วยอายุเพียง 23 ปี ในแวดวงบันเทิงถือว่ากำลังจะสดใส   ด้วยจิดใจที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นเป็นนิจ

ครั้นเมื่อเหตุการณ์หนึ่งที่อยากจะช่วยคนที่ประสบเหตุขณะนั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับเขาจนได้

คริสโตเฟอร์ เบญจกุล ช่วงกำลังรุ่งนั้นสามารถนำรายได้เข้าสู่ครอบครัวมากทีเดียว แต่เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่ประสงค์บังเกิดขึ้นกับเขา รายได้ที่จะเข้ามาใหม่จึงหายไปโดยทันที

ความดีที่กำลังจะสร้างขึ้น กลับเป็นเหตุให้ตัวเองต้องเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแทน คิดไปคิดมาแล้วบางคนอาจจะคิดว่า "จะช่วยเขาแล้วเราเป็นซะเอง แล้วคนจะช่วยช่วยอะไรเราได้บ้างล่ะ" หรือคิดอะไรต่าง ๆ นานา

ผมมองเห็นภาพปัจจุบันก็นึกอะไร ๆ ไปต่าง ๆ นา วันนี้คนที่มีจิตใจงามเดินไปที่ใดก็ไม่มีใครรู้จัก และ อาจจะหรือ "ลืม" จริงที่เขาได้สร้างความดีเมื่อในอดีตนั้นไปแล้วก็เป็นได้

วันเวลาผ่านไปแล้ว แต่ความทรงจำยังอยู่กับครอบครัวของเขาและตัวเขาเองตลอดไป เราอาจจะเรียกร้องอดีตคืนให้เหมือนดังเดิมไม่ได้อีกแล้ว  ต่อไปเป็นเพียง "บทเรียน" ให้ทรงจำไว้กับสิ่งที่ดี ๆ ต่อไป

ท่านสามารถติดตามเรื่องราวของเขาได้ตามนี้ เช่น http://www.jorpor.com/variety/12-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E2%80%8B%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E2%80%8B%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E2%80%8B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E2%80%8B%E0%B8%AA-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%8D%E0%B8%88%E2%80%8B%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5/

และ http://www.thairath.co.th/content/ent/292100

ถัดจากนั้น..เราจึงเดินทางไปยังสถานที่ใกล้ ๆ กัน นั่นคือ สะพานพระราม 8 สะพานแห่งนี้มีความยามโดยรวม 475 เมตร เฉพาะช่วงของแม่น้ำจะยาวประมาณ 300 เมตร ที่เหลือจะยื่นไปบนบก

สะพานออกแบบไว้ให้ไม่สมมาตรกัน คือ ไม่ใช่แบ่งเป็นครึ่ง ๆ หรือครึ่งละไม่เท่ากันนั่นเอง การออกแบบไม่สมมาตรนี้ ทำให้ติดอันดับ 1ใน 5 ของโลกเชียว

การรับน้ำหนักของสะพาน ได้ติดตั้งสายเคเบิลระนาบคู่ 28 คู่ โดยการขึงยึดพื้นช่วงข้ามแม่น้ำ แหละใช้สายเคเบิลระนาบเดี่ยว 28 เส้น ขึงยึดรั้งกับโครงสร้างยึดเสาสะพานบนฝั่งธนบุรี 

เคเบิลแต่ละเส้นนั้นประกอบด้วยสลิงตั้งแต่ 11-65 เส้น เมื่อเกิดปัญหากับเคเบิล สามารถขึงหรือหย่อนได้ง่าย จึงไม่จำเป็นต้องปิดการจราจรเหมือนสะพานพระราม 9

เนื่องจากเคเบิลแต่ละเส้นใช้สลิง ภายในซึ่งเป็นขดลวดใหญ่ทำให้ดูแลบำรุงรักษาและซ่อมแซมยากกว่า อีกทั้งสายเคเบิลของสะพานพระราม 8 ยังมีสีเหลืองทอง 

ซึ่งสีเหลืองทองนี้เป็นสีประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อฉายไฟจากพื้นสะพานให้ไปกระทบกับสลิงที่ขึงไว้ ทำให้สะท้อนแสงและจะส่องประกายสวยงาม โดยเฉพาะยามค่ำคืน

เราลงไปเดินเล่นบริเวณใต้สะพานพระรามแปด โดยบริเวณดังกล่าวนั้นมีทั้งสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงาม

และลานนั่งเล่นบริเวณใต้สะพานพระรามแปดแบบกว้างขวางอีกด้วย หมาะมากสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ

ช่วงเย็น ๆ นั้นมีประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจมากมาย บ้างก็มาเตะฟุตบอล , บ้างก็มาเล่นสเก็ตบอร์ด 

บ้างก็มาวิ่งออกกำลังกาย ,บ้างก็มานั่งชมวิวทิวทัศน์รอบ ๆ สะพาน โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาผืนใหญ่เป็นลานกว้างให้แลมอง

กลุ่มเราเองนั้นถึือว่าเป็นครั้งแรกที่มานั่งชมวิวเพื่อกินบรรยากาศบริเวณนี้  ฉะนั้นเราจึงนั่งกันอยู่นานเช่นกัน พูดคุยสัปเพเหระกันไปเรื่อย ๆ 

น้องญา...นั้นวิ่งเล่นกับเด็กวัยเดียวกันจนเหนื่อย ก็ตามประสาเด็กน่ะเนาะ   เข้ากันได้ง่ายและไว  โดยผู้ใหญ่ก็นั่งมองว่าเด็ก ๆ วิ่งไปไหนกันบ้าง ไม่งั้น "มีหาย"

อากาศช่วงวันปีใหม่ คือ วันที่ 1 มกราคม 2556 นั้นช่างเย็นสบาย รถก็ไม่เยอะ ความวุ่นวายจึงลดน้อยลงด้วย ดังจะเห็นจากถนนมีรถวิ่งไม่ขวักไขว่เท่าที่ควร
บรรยากาศขณะที่นั่งเล่นกันนั้น รื่นรมภ์และชวนให้
มองเป็นยิ่งนัก ข้าง ๆ แม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีร้านอาหารหลายร้านด้วยกัน 

เพราะบรรยากาศที่เหมาะแก่การนั่งรับประทานอาหารไปเรื่อย ๆ ชมวิวไปเรื่อย ๆ 

ทำให้ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยามีคนนิยมมานั่งรับประทานอาหารกัน แม้จะมีร้านอาหารเยอะแต่ปริมาณลูกค้าที่มานั่งรับประทานอาหารนั้นก็ไม่น้อยเช่นกัน

บางครอบครัวแม้จะเป็นคนในกรุงเทพมหานครเองก็ยังมานั่งรับลมชมวิวเหมือนกับพวกเราที่เดินทางมาไกลจากระยองเช่นเดียวกัน 

อาจจะเนื่องมาจาก สถานที่บริเวณบ้านที่อยู่อาศัยนั้น "คับแคบ" ไม่มีที่เดินเล่น ฉะนั้น..ช่วงเย็น ๆ จึงต้องหาเวลาออกมาเดินออกกำลังกายตามสถานที่ของราชการต่าง  ๆ ก็เป็นได้

กลุ่มเรา...จึงถ่ายภาพไว้มากเลย สวยบ้างไม่สวยบ้าง เมื่อย ๆ ก็นั่งคุยกัน เปรียบเปรยกับสิ่งที่เราเคยท่องเที่ยวต่างประเทศบ้าง ว่าเหมือนกันหรือไม่ 

สิ่งที่เราเคยเห็นที่ต่างประเทศกับที่เห็นในประเทศแตกต่างกันอย่างไร ทำไมคนไทยจึงนิยมไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

ก็เนื่องจากว่า...บางประเทศเขาสนับสนุนการตกแต่งแสงไฟตามสถานที่ต่าง ๆ แบบเต็มที่ ทำให้บ้านเมืองเขาสวยมาก 

เพราะเขาไม่มีสิ่งสวยงามธรรมชาติหรือวัตถุโบราณให้ชม ดังนั้นเขาจึงนำเนอสิ่งที่เป็นปัจจุบันซะเลย และเป็นที่ถูกใจนักท่องเที่ยวต่างชาติซะอีกสิคราวนี้

เพราะอะไรนั่นเหรอ  สิ่งใหม่จะออกแบบให้เกิดกิเลสโดยตรงอยู่แล้ว และสวยงามเอามาก ๆ เสียด้วยสิ

ผมเองได้ยินคำพูดของท่านที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงท่องเที่ยวของประเทศไทยว่า...เราจะขายการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ (เป็นหลัก) ส่วนที่เป็นวัตถุสร้างใหม่แบบปัจจุบันจะสนับสนุนเป็นรอง

เท่าที่ผมสังเกตุนั้น สิ่งธรรมชาติเองหลังจากปลูกสร้างแล้วการดูแลก็ไม่มากเลย ซ้ำยังเสื่อมโทรมไปเองตามกาลเวลา การปรับปรุงถือว่าน้อยมาก 

ถ้าใครเคยไปเที่ยวตามสถานที่ใด ๆ ในประเทศไทยแล้วบันทึกภาพไว้นะ  ลองกลับไปอีกครั้งสิท่านจะทราบว่าเป็นจริงหรือไม่  อย่างเช่น..ที่โป่งเดือดป่าแป๋ เป็นต้น เมื่อสิบปีกับปัจจุบัน คนละเรื่องครับ  เรียกได้ว่า "โทรม" เข้าขั้น

ทั้ง ๆ ที่รายได้จากการท่องเที่ยวแต่ละที่ของสถานที่สำคัญในประเ่ทศไทยแต่และแห่งปี ๆ หนึ่งนั้นมากกว่า 10 ล้านบาท เช่น ดอยอินทนนท์มีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาท

ประเทศไทยมาแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกนับรวมสิ่งที่เป็นธรรมชาติ  แต่รายได้ที่เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวในเอเซียของปี 2555 เป็นประเทศ "สิงคโปร์" น่าประหลาดใจมั้ยทำไมถึงเป็นอย่างนั้น 

บ่นมานาน...เล่าเรื่องของเราดีฝ่า กลุ่มเราทุก ๆ คนเพลิดเพลินกันการนั่งชมวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งนี้เป็นยิ่งนัก 

อาจจะเพราะไม่ได้เข้าไปชมวัดพระแก้วจึงอยากนั่งชมวิวใต้สะพานพระรามแปดให้หนำใจกันซะหน่อยก็เป็นได้

เมื่อนั่งนานแล้ว จึงเดินถ่ายภาพกันอีกหน่อย  ดูมุมโน้นมุมนี้ก็น่าถ่ายภาพไปหมด  งั้นเลือกเอามุมที่คิดว่าถ่ายภาพแล้วดูดีหน่อยละกัน

ก็ได้มุมนี้อีกมุมหนึ่งแหละ เมื่อพูดคุยกันอยู่นาน จึงหาตำแหน่งที่จะบันทึกภาพเพิ่มเติม

เอาเป็นภาพที่ยืนริมน้ำบ้าง เนื่องจากเห็นว่า..ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง 

คนที่ยืนบันทึกภาพนับจากซ้ายไปขวาก็มี 1. น้องโย, 2. อาติ๋ว, 3. น้องนิ้ง, 4. น้องนนท์ เมื่อพิจารณาจากท่าทางที่ยืนถ่ายภาพแล้ว "กินขาด" ขอรับ


อีกภาพนั้น..."ขอถ่ายแบบสามหน่อ" หน่อย  จึงมี(นับจากซ้ายไปขวา) 1. อาติ๋ว, 2.น้องนิ้ง, 3.น้องนนท์

โดยเฉพาะอาิติ๋วนั้น แหม้.....ยืนโพสท์คล้าย ๆ นางแบบเลย  (ดูหนังเกาหลีบ่อยมั้งจึงจำท่าทางได้)

เมื่อเห็นตัวเองเท่านั้นแหละ.."แซวกันใหญ่เลย"  ก็เพราะ "เต๊ะท่า" กันเต็มที่น่ะสิ  ก็ต้องอย่างนี้แหละ ถ่ายภาพก็ต้อง ..แอ๊ค..กันเต็มที่ ไ่ม่ใช่หน้างอ เรามาหาความสุข และเป็นความสุขที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมากมายเลย

อีกภาพเป็นภาพของสองแม่ลูก นั่นคือ อาติ๋วและน้องญา  มีเวลาบันทึกภาพเป็นคู่ขวัญกันซะที เพราะลูกสาวไม่อยู่กับที่น่ะสิ  วิ่งเล่นกับเพื่อนใหม่นานแสนนาน

ภาพที่ปรากฏนี้ก็สวยงามอีกแบบหนึ่ง ด้านหน้าเป็นภาพของสองแม่ลูก ส่วนภาพด้านหลังนั้นเป็น "เสากระโดง" และ "สายสลิง"

ทำหน้าที่ขึงสะพานและเมื่อสะท้อนแสงที่สาดส่องจากด้านล่างเป็นสีทองอร่าม ทำให้น่าชื่นชมยิ่งนัก


อีกภาพเป็นภาพของ "สี่หน่อ" แห่งมาบข่า มิติของการถ่ายภาพให้คนยืนอยู่ด้านหน้า โดยมีสะพานพระราม 8 เป็นฉากหลัง

ถึงแม้จะได้ภาพออกมาไม่เหมือนมืออาชีพมากนัก แต่ความรู่้สึกของภาพที่ปรากฏมันช่าง "สดใส" ยิ่ง

ครั้นจะให้บรรยายออกมาแสนจะยากเย็น เพราะเคยเห็นเป็นครั้งแรก ณ. จุดตรงนี้ ถ้าคนที่เคยไปบ่อยแล้วคงจะ "เฉย ๆ" เฉกเช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น


ถัดจาก เพ-ลา นี้ กลุ่มเราจึงย้ายกันไปชมความงดงามบนสะพานพระรามแปดอีกจุดหนึ่ง  โดยด้านบนสะพานจะมองเห็นบริเวณโดยรอบได้กว้างกว่าด้านล่าง  

ภาพที่เห็นเวลานั้นช่างสวยงามยิ่ง แสงไฟที่สาดส่องทั่วบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อสะท้อนกับน้ำทำให้มีประกายที่สวยงามเสียเหลือเกิน

อากาศที่เย็นเพราะมีสายลมโบก ทำให้จิตใจผ่อนคลายลืมความยุ่งเหยิงไปชั่วขณะ ทิวทัศน์ของสวนสาธารณะด้านข้างสะพานพระรามแปด

นั่นคือ "สวนหลวงพระรามแปด" โดยรวมแล้วทิวทัศน์ช่างดูสดใสและน่าชม

เมืองกรุง "รถรา" ช่างขวักไขว่เสียเหลือเกิน ไม่รู้จะวิ่งไปไหนกัน แต่คนเราก็มี "กิจวัตรส่วนตัวเสมอ" แต่...มุมนี้เสียงก็ไม่ดังมากเนื่องจากรถวิ่งได้ไม่ค่อยเร็วนั่นเอง
 
เด็ก ๆ นั่นคือ "น้องนนท์" และ "น้องญา" ไต่สายสลิงที่แขวนสะพานพระรามแปดเล่น ดังภาพที่ปรากฏนั้นจะเห็นได้ว่า "มีความสุข"สียยิ่ง

ภาพที่ปรากฎนั้น "น้องญา" ปีนขึ้นไปเองนะ  ทำให้ต้องระมัดระวังการปีนป่ายด้านข้างของสะพานที่อยุ่ริมแม่น้ำเจ้าพระขา

ถ้าน้องญา..ปีนจริง ๆ และผู้ใหญ่ไม่เห็น อุบัติเหตุมาให้เห็นได้แน่  ดังนั้น  ผู้ใหญ่ควรดูแลเด็ก ๆ ด้วยทุกย่างฝีก้าว  ถ้าไม่อย่างนั้น อาจจะเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแน่ (ตามประสานักข่าวคนไทยที่ไม่รักษาวินัย)

ส่วนน้องโย...นั้น เห็นเขาสนุกก็อยากจะสนุกบ้าง  ถึงแม้จะเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทำให้ทุก ๆ คนปลื้มใจไปด้วยกัน  

บันทึกภาพเล็ก ๆ ที่ได้มาก็สามารถทำให้ "ต่อมความสุข" ทำงานได้สมบูรณ์แบบได้เช่นกัน  หลาย ๆ ท่านอาจะอุปมาว่า   ...การท่องเที่ยวเพียงเท่านี้ทำให้มีความสุขเหรอ  

แน่ละ...การไปชื่นชมอะไรต่อมิอะไรยังต่างประเทศก็ถือว่าไม่ต่างจากนี้หรอก เพียงแต่ว่าไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้น  ทำให้คิดไปว่า ...ไม่ใช่ประเทศไทยนะ...นี่มันประเทศ.....นะ  ความรู้สึกล้วน ๆ แต่ไ้ด้อวดคนอื่นว่าเราได้ไปท่องเที่ยวมาแล้วไง

ชมภาพอีกภาพที่บันทึกไว้่ก่อนที่จะลงจากสะพานพระรามแปด  เป็นภาพที่ถ่ายบนสะพานพระรามแปด "ภาพกระโดด" ซึ่งเป็นตามสมัยนิยม  แต่ก่อนนั้นภาพกระโดดนั้นไม่ดีเลย แสดงว่าคนที่ถูกถ่ายภาพเล่นเกินไปไม่รู้จักกาละเทศะ

แต่ปัจจุบันนี้ทำให้มองเห็นว่า "เด่น" หรือ "สวยงามดี" เนื่องจากว่าภาพเหล่านี้ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ 

เมื่อพิจารณาแล้วก็ "สวยไม่เบา" จึงเป็นที่นิยมของคนทุกระดับ ยกเว้นคนที่กระโดไม่ขึ้นเท่านั้นแหละ


ถัดจากนั้นกลุ่มเราเดินทางมาที่ "พระที่นั่งอนันตสมาคม" ก็ตั้งอยู่ใกล้กับ "ลานพระบรมรูปทรงม้า" นั่นเองขอรับ

บริเวณรอบ ๆ นี้จะประดับประดาไปด้วยหลอดไฟหลายหมื่นดวง เพราะเป็นบริเวณกว้างและมีลานจอดรถมากด้วย

แถมมีกิจกรรมเกี่ยวกับ "พระบรมรูปทรงม้า" ของประชาชนชาวไทยที่นับถือการบูชาพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕

ประชาชนในคืนวันนั้นมีอย่างเนืองแน่น อาจจะมาขอพรกับสมเด็จพระพ่อหลวงรัชกาลที่ ๕ ของเรา เนื่องจากความศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่มีมานานต่อคนไทย

ถือได้ว่า "แออัด" อีกครั้งหนึ่งสำหรับประชาชนบริเวณหน้าพระบรมรูปทรงม้าของค่ำคืนนั้น "กลุ่มทัวร์ลูกหมู" น้อย ๆ ของเรากลุ่มนี้ก็ไ้ด้แต่ "ไหว้" ในระยะไกล ๆ เพราะเข้าไปไม่ถึงท่านนั่นเอง


เรายืนถ่ายรูปที่บริเวณหน้าพระบรมรูปทรงม้า  ผู้คนเยอะ คงเนื่องด้วยเป็นวันปีใหม่ จึงหาเวลามาสักการะ ร.๕ ของเราเพื่อเป็นสิริมงคงกับตัวเอง

ผมได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับม้าที่ท่านทรงม้า(นั่งบนหลังม้า) ว่า ขณะที่ท่านไปเยี่ยมยุโรป(ไม่ทราบเมือง) ม้าตัวนี้จะ "พยศ" มากไม่ยอมให้ใครนั่ง   

ดังนั้น...ฝรั่งจึงได้บอกกับท่านว่า ถ้าใครสามารถขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตัวนี้ได้ตามปกติเราจะยกให้เลย


เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ร.๕ เขาเราท่านก็ได้หยิบหญ้าบริเวณนั้นมากำหนึ่ง  จากนั้นก็ "เสกคาถา" และเป่าหญ้าที่อยู่ในกำมือ ซักพักจึงนำหญ้าไปให้ม้าตัวนี้กิน  

จากนั้น ร.๕ ท่านก็ขึ้นไปนั่งบนหลังของมันโดยที่ม้าก็ไม่ดิ้นเลย  ฉะนั้น..บุคคลที่พูดจึงต้องยกม้าตัวนี้ให้กับ ร.๕ ตามที่พูดไว้


เมื่อซัก 25 ปี ที่แล้ว (ปีนี้ 2556) สมัยที่ผมเป็น "เด็กวัดป่าประดู่" วัดป่าประดู่จะมีวัตถุที่ไม่เหมือนวัดอื่น ๆ นั่นคือ "พระนอนที่นอนท้าแขนซ้าย" 

กระผมเองไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมไม่ท้าวแขนขวาเหมือนที่อื่น ๆ อาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมไทยที่จะไม่หันเศียรพระ (ศรีษะ) ไปด้านทิศตะวันตกหรือไม่

และใกล้ ๆ กันนั้นจะมีโบสถ์เก่าและเล็ก ซึ่งเพิ่งจะเปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะบูชาเมื่อไม่เกิน 5 ปีนี้เอง ก่อนนั้นปิดสนิท

เย็นวันหนึ่ง...กระผมพร้อมกับเด็กวัดทั้งหมดไปเดินเล่นที่ตลาดหน้าวัดป่าประดู่ (ตลาดไฟไหม้) ได้ซื้อเหรียญห้อยคอแบบใสสีเขียวเพียงสองคน (จี้ห้อยคอ) ชิ้นละ 10 บาท (ด้านซ้ายเป็นภาพแทน)

เพราะเคารพนับถือรัชกาลที่ ๕ ด้วยเช่นกัน และรูปลักษณ์ที่ทำขายสวยแหละราคาไม่สูงมากนักจึงได้ซื้อกันกับคุณมาโนช พงษ์พันธ์ หรือ "เจ้าเข้" ปัจจุบันคุณมาโนช พงษ์พันธ์ ทำงานอยู่ที่สหกรณ์การเกษตรของจังหวัดระยอง


ขณะนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษาพอดี จึงเกิดความคิดว่า ถ้าจะให้ "ขลัง" นะช่วงนี้เข้าพรรษาพอดี ฝากหลวงพี่เข้าโบสถ์ด้วยดีกว่า 

เย็นนั้นจึงฝาก "หลวงพี่เชาว์" ขณะเดินจะไปเข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์เย็นกับมือเลย (โบสถ์หลังเก่าขนาดกลาง เพราะถ้านับปัจจุบันจะมีโบสถ์ถึง 3 หลัง) ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าประดู่

รุ่งขึ้น...เพียงคืนเดียวเท่านั้นแหละครับ "คุณมาโนช หรือ เจ้าเข้" ตื่นขึ้นและเล่าให้ผมฟังคนแรกเลย บอกผมว่า "พี่ ๆ เมื่อคืนผมฝัน" เหรียญในหลวง ร.๕ ที่เรานำไปฝากหลวงพี่เชาว์เข้าโบสถ์นั่นแหละ 

....ในความฝันนั้นว่า....ในหลวง ร.๕ ท่านเข้าฝันและบอกกับคุณมาโนช ว่า "ไอ้หนู..พ่อชพระมาครั้งหนึ่งแล้วนะ...จะให้พ่อบวชอีกเหรอ"   ข้อความแค่นี้

พอคุณมาโนชพูดจบ...เราสองคน "ขนลุก" เลย  ต้องเข้าไปหาหลวงพี่เชาว์ในเช้านั้น และเล่าให้หลวงพี่เชาว์ฟัง ท่านก็บอก ได้ ๆ หลวงพี่จะนำออกมาให้


เล่ากันซะยาว...ทุก ๆ คนก็ประทับใจกับค่ำคืนในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ 2556 บรรยากาศที่ท่องเที่ยวในราคาไม่แพง และผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน ทำให้เรามีความสะดวกสำหรับการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง 

เดินทางไปถึงแต่ละที่จะใช้เวลาไม่นาน ดูไปแบบใจเย็น ๆ สงสัยอะไรก็จอดรถข้างถนนได้ ซึ่งถ้าไม่ใช่ช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์จะเต็มไปด้วยผู้คนและรถร 


โอกาสต่อไป เราก็จะหาโอกาสแบบนี้เข้ามาชม กทม. ตามความเหมาะสม เนื่องจาก...วัน และ เวลา เปลี่ยนไป 

จึงทำให้สิ่งปลูกสร้างและที่สิ่งประดับก็จะทันสมัยไปเรื่อย ๆ  จึงทำให้ความงามเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน  (แต่เราจะไม่แก่ขึ้นอีกแน่นอน  ก๊าก...ก)

กาลเวลายังอีกยาวไกล  วันหน้า  ฟ้าใหม่ กลุ่มเราจะกลับมาเยี่ยมเยียนอีกแน่นอน


      จากนี้ไปเชิญชมภาพแห่งความประทับใจกันดีกว่า
































































     โชคดีปีใหม่กันทุก ๆ ท่านนะครับ
                  จาก...กระดิ่งทอง



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น