วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

วันสงกรานต์ไทย ปี 2557

ครบรอบอีกวาระหนึ่งของ "ปีใหม่ไทย" หรือ "วันสงกรานต์" หากจะนับย้อนหลังไปหาว่าวันปีใหม่ของไทยเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร คงหาคำตอบได้ลำบาก  ขอเป็นเพียงว่าเป็น "ประเพณี" และ "วัฒนธรรม" ของประเทศไทยไปแล้วละกัน

สิ่งดีคือ "ญาติพี่น้อง" ได้มีโอกาสได้มา "พบปะสังสรรค์" กัน หลังจากที่ได้ "ห่างเหิน" กันไปแรมปี เนื่องจากต่างคนก็ต่างทำมาหารับประทานเลี้ยงตนตามประสา "มนุษย์เดินดิน"

1 ปีที่ผ่านมาบางสิ่งหรือหลายอย่างอาจจะมีการ "เปลี่ยนแปลง" ตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสิ่งให้ได้สังเกตุกันก็เมื่อได้มาพบเจอกันอีกครั้ง

เมื่อได้พบปะกันแล้ว ทำให้เกิด "เรื่องเล่า" ที่ต่างคนต่างก็นำเรื่องราวของตน "เล่า" สู่กันฟัง มีทั้งเรื่องที่ "ตลกขบขัน" และ เรื่องที่ชวนให้ "สติ" ต่อกันแบบคละเคล้ากันไป


(จะมาต่อเรื่องราว ครั้งหน้า เด้อ)

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประเพณีไทย ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2557 บ้านของ "นาย..กระดิ่งทอง" ได้ถือฤกษ์ถือยาม "ย้ายพระเข้าบ้านหลังใหม่" ตามพิธีโบราณ  ประเพณีนี้จะทำเมื่อบ้านยังไม่แล้วเสร็จ โดยเหตุการณ์จะเรียงลำดับคือ เจ้าของบ้านสามารถหาฤกษ์หาวันที่ "ดี" หรือ "ถูกโฉลก" กับ "เจ้าของบ้าน" 

เป็นเรื่องธรรมดาและปกติที่จะไม่คิดเอง เนื่องจาก เราเองไม่ได้ชำนาญ ฉะนั้น...จึงต้อง "ปรึกษา" ผู้หลักผู้ใหญ่ ว่า..สมควรจะหาวันที่ดีที่สุดเป็นวันใด

สิ่งที่กระผมได้กระทำนั้นคือ ปรึกษา "คนทรง" ครับ โดยประวัติของท่าน







เมื่อเรามีวันที่ดีและเหมาะสมก่อนบ้านจะเสร็จ


(จะนำมา "เล่า" ต่อในเวลาถัดไป...จ้า)

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความขัดแย้งของสังคมไทย

ทำอะไรตามใจ..คือ..ไทยแท้   เป็น "วลี" ที่กล่าวและได้ยินมานานแล้วในเมืองไทย  แต่...การทำตาม "วลี" ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นช่างตรงกับนิสัยของคนไทยซะเหลือเกิน

"ดุจ" หนึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังไว้ในสายเลือด อาจจะเพราะ...เมืองไทยไม่เคยเป็น "เมืองขึ้น" ของชาติใด ๆ ในโลก (แต่ความจริงแล้ว  "ตกเป็นเมืองขึ้นของเขาแหละ เพียงแต่ไม่ยอมรับ" ดิ้นรน หรือ ตอแหล หาทางเลี่ยงไปเรื่อย  เรียกได้ว่า...ใครได้เปรียบจะอยู่ฝ่ายนั้นเสมอ)

สิ่งที่กล่าวมานั้นไม่ได้ดูถูกคนไทยทั้งหมด เพียงแต่ "ส่วนใหญ่...เป็นอย่างนั้น" ด้วยความที่เราอิสระมาโดยตลอด ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย จึงไม่ค่อยจะรู้ว่า "ความเดือดร้อนที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร"

ครั้น..จะกล่าวว่า "ไม่เดือดร้อน" ซะเลยก็ไม่ได้ เพราะถ้านับย้อนไปสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เราเคยเสียกรุงศรีเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2112 เมื่อเทียบปัจจุบันปี 2557 นั้นเราย้อนไปได้ 445 ปี

ความเดือดร้อนของชนชาวไทยที่ต้องเสียกรุงให้กับ "พม่า" มันเป็นการ "แพ้" อย่างราบคาบที่แท้จริง โดยต้องตก "เป็นทาส" ให้กับพม่าถึง 15 ปีด้วยกัน ชนชาติไทยจึงได้เป็นเอกราชอีกครั้ง

ภาพที่ต้องทนทุกข์ ,ทรมาณ กับการไม่มีอิสระ ต้องทำทุกอย่างที่เขาอยากให้เราทำแบบ "ตามใจคนสั่ง" นึกภาพแล้ว "อดสู" ยิ่งนัก

เมื่อเมืองไทยกู้ชาติ เป็นอิสระได้ไม่นาน ก็ "เสียกรุงศรี..เป็นครั้งที่ 2" แล้วคำว่า "ไทย..ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร" มันได้มาอย่างไร..เล่า   หรือ มันไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของข้าพเจ้า ฉะนั้น...ข้าพเจ้าไ่ม่รับรู้...อย่างนั้น..หรือ

 นั่น...เพราะ เราเอง "ไม่ค่อย" จะยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น กอร์ปกับ "คนไทย..ลืมง่าย" ในความจริงนั้นคนไทยไม่ลืมง่ายหรอก  ...ยังจำได้เสมอ...นั่นแหละ เพียงแต่ "ไม่อยากมีปัญหา" ไม่อยากสร้างเรื่องให้ยืดยาว

ที่กล่าวมานั้น เป็นบุคลิคของคนส่วนใหญ่ การไม่อยากสร้างปัญหาให้ยืดยาวและไ่ม่่อยากมีพิษมีภัยกับใคร ๆ ทำให้คนไทยในสายตาโลก "เป็นคนใจดี...มีน้ำใจ..เข้ากับคนรอบข้างได้ง่าย"

ทำให้คนทั่วโลกที่มาเมืองไทยขนานนามว่า "สยามเมืองยิ้ม" เมืองแห่ง "คนใจดี"

(จะมาเล่าต่อ...เมื่อเวลาเหมาะสม)

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Merry Christmas in 2013

แหละแล้ววัน "คริสต์มาส" ก็วนเวียนมาบรรจบครบรอบอีกปีหนึ่ง (จนได้) ซึ่งวัีนคริสต์มาสนี้จะตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุก ๆ ปี

โดยจะเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของทางฝรั่งมังค่าเขา นั่นคือเป็น "วันปีใหม่" ของเขานั่นเอง

ถัดมาจากนั้นเพียงไม่กี่วันก็เป็นวันปีใหม่ีที่สากลโลกยึดถือกัน  ใช่แล้วแหละวันสำคัญ ๆ เยี่ยงนี้หลาย ๆ คนต่างก็รอคอยเพื่อที่จะเฉลิมฉลองต้อนรับวันสำคัญที่จะมาถึงเป็นแน่แท้ล่ะ

ถึงแม้ว่าในใจลึก ๆ จะทราบว่า ตัวเองก็อายุมากไปอีก 1 ปีแล้ว หรือเป็นอีกนัยหนึ่งคือ "แก่" ไปอีกปีแล้วนะ  

...แต่...จะไปทำอะไรได้ล่ะ  อยู่ให้อายุมัน "หยุด" ก็เป็นพอ เพราะถ้าอายุหยุดเมื่อไร คงหมายถึง "ตาย" หรือ "ไม่หายใจ" แล้วนั่นเอ

จะว่าไปแล้ว "วันคริสต์มาส" เป็นวันที่มีหลายประเทศได้จัดงานเพื่อเฉลิมฉลองและประดับประดาไปด้วยดวงไฟทำให้เกิดความสวยงาม

แสงสีเมื่อประกายออกมาตัดกับพื้นสีขาวแล้ว มันช่างงดงามเสียเป็นอย่างยิ่ง


เราอาจจะนึกถึงในประเทศแถบหนาวเป็นอันดับแรก  นึกถึงลานขาวที่มีแต่ "หิมะ" แล้วมีแสงไฟหลายหลายสีตัดกับพื้นสีขาว มันทำให้เกิดแสงที่สวยงามเป็นยิ่งนัก

มนุษย์เราเป็น "สัตว์สังคม" ต้องมีการพบปะสังสรรค์ ลองนึกแบบง่าย ๆ ถ้าต่างคนต่างอยู่แล้วไม่มีกิจกรรมอะไรเลยมันก็คงจะเงียบและเดียวดาย

ดังนั้น....มนุษย์จึงต้องคิดค้นกิจกรรมอะไรก็ได้เพื่อให้ชีวิตมีความตื่นเต้น และไม่เหงาจนเกินไปนัก  วันสำคัญเช่นนี้จึงเกิดได้ปีละ 1 ครั้ง

กลับมาที่เรื่อง "วันคริสต์มาส" ของเรากัน ในฤดูที่หนาว ๆ แบบนี้ในฝันของหลาย ๆ คนคงนึกถึงหิมะที่ตกปรอย ๆ จากท้องฟ้าลงสู่พื้นดิน  คล้าย ๆ "ปุยนุ่น" ที่ปลิวลงมาเรื่อย ๆ จากที่สูง

นึกถึงแล้วมันช่าง "ศิวิไลย์" ยิ่งนัก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอาจจะเห็นได้จากภาพยนต์หลายต่อหลายเรื่อง 

สิ่งนี้เป็นจินตนาการของหลายๆคนที่อยากสัมผัสกับบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์แบบนี้เป็นยิ่งนัก หรืออาจจะตั้งใจไว้ว่า "ซักครั้งหนึ่งในชีวิต" ขอให้ได้
เห็นซักครั้งเถอะ



กระผมเอง....ตั้งใจไว้เช่นกันว่า ต้องมีสักวันที่ได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศเช่นนี้ให้จงได้ มันเป็นจินตนาการของคนที่ยังไม่เคยได้สัมผัสกับหิมะน่ะ

ยิ่งภาพยนต์ของ "ประเทศเกาหลี" เข้ามาฉายให้เห็นบ่อยขึ้น "อยาก" ที่จะต้องไปสัมผัสบรรยากาศที่ละครเขาถ่ายให้ดูเสียเต็มประดา

แรงบันดาลใจของหลาย ๆ คน รวมทั้งกระผมเองจึงก่อตัวเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่ตั้งใจไว้ว่า "ต้องไปสัมผัส" ให้ได้

ส่วนจะเป็นเมื่อไร หรือเวลาใดนั้นต้องดูความเหมาะสมกันต่อไป เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามาเป็นสิ่งที่ต้องคิด

ครอบครัวของกระผมเองได้ตั้งใจไว้หลายปีแล้วที่อยากจะไปเดินสัมผัสตามจินตนาการในฝัน แม้มันจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ยังตั้งใจไว้อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ต้อง "สะสมเงินทอง" เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยว

หากสิ่งที่ "ฝัน" ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย ครอบครัวเราเองคงไปหลายสถานที่แล้วแหละ ถ้าจะทำให้ได้ง่าย ๆ ก็ดูใน "google" นั่นเอง  การทำสิ่งนี้คงทำได้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทาง และดูเส้นทางเมื่อต้องได้เดินทางไปจริง ๆ

(พักไว้อีกรอบครับ ท่านผู้ชม....จะมาต่อใน โอกาสว่าง ๆ นะจ๊ะ)

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

น้อง "ญา" ผู้น่ารัก

ครั้งนี้เป็นการนำเสนอ "น้องญา" เพื่อเล่าสู่กันฟังละกัน  น้องญา...เป็นผู้แสนจะน่ารักของญาติ ๆ แทบทุกคน

ถ้าเล่าตั้งแต่อดีตนั้น ช่างเป็นอะไรที่น่าสนใจมากเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่เขาเกิดเลยก็ว่าได้  มัน "สำคัญ" และ "ยิ่งใหญ" เพียงใดสำหรับ "น้องญา" ของเรา

น้อง..ญา...เป็นลูกคนที่สองของ "อาติ๋ว กับ อาหยี"   ด้วยคิดว่า ถ้ามีลูกสาวเพียงคนเดียว กลัวลูกจะเหงา ไม่มีเพื่อนเล่น  

ฉะนั้น...จึงต้อง "เนรมิต" ลูกคนมาอีกคนหนึ่งเพื่อให้มาเป็นเพื่อนกัน  และแล้วความ "โกลาหล" ก็บังเกิดขึ้น 

เมื่อผู้เป็นน้องเติบโตขึ้นมาจนพูดได้รู้เรื่องแล้ว  ทั้งสอง "รบกันเอง" ๕๕๕ (เป็นอักษรไทยซะเลย) ...ไม่รู้จักน้องญาซะแล้ว


 ....ต้องติดตามครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

phubbing หรือ สังคมก้มหน้า

สังคมก้มหน้า  ลองทายสิ มันคืออะไร  ไม่ใช่การนั่งหลับ หรือ สัปหงก แต่อย่างใด

มันเกิดขึ้นมานานแล้วแหละ แต่ไม่ใช่วงกว้างมาก เนื่องจากว่า..ช่วงเวลาที่เริ่มเกิดเหตุนั้นมันต้ัองใช้อุปกรณ์ตัวใหญ่หน่อย

และจะมีได้กับคนที่มี "เงิน" หรือต้องใช้อุปกรณ์นั้นอาจจะใช้งานหรือมีไว้เพื่อแสดงตนว่า "ข้ามีตางค์" ก็เป็นได้

เรียกว่า มีคนส่วนนั้นที่เข้าถึง ฉะนั้น ภาพที่เห็นจึงถูกจำกัดในวงแคบ

เมื่อหลายปีก่อนจะมี "โน๊ตบุ๊ค" หรือ "แล็ปท๊อป" เป็นเครื่องมือสื่อสารแบบเคลื่อนที่ได้ จึงทำให้นำอุปกรณ์ชนิดนี้พกพาติดตัวได้ "แบตเตอร์รี่" หรือ "ถ่าน"
เพียงแต่จะถูกจำกัดด้วยเวลาของ

ขณะที่เข้าประชุมก็จะก้มหน้าก้มตาดูแต่ "ข้อมูลในโน๊ตบุ๊ค" ข้อมูลที่กล่าวถึงนี้จะเป็น "เมลย์" หรือ "จดหมายอิเล็คทรอนิกส์" 

อาการก็ "คล้าย ๆ" กันนี่แหละ ส่งข้อความไปแล้ว ก็ "รอ" เขาตอบมา แต่การใช้งานจะไม่ค่อยกระชับ ถูกจำกัดด้วยหลายอย่าง

"รอเข้ามาเสริมต่อภายหลัง  ครับ"

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

แต่งกลอนแปด เพื่อเพิ่มทักษะ

โรงเรียนมัธยมตากสินระยอง คุณครูของน้องนิ้ง ห้อง 3/16 ให้นักเรียนแต่งกลอนแปดเพื่อเพิ่มทักษะ


น้องนิ้ง หรือ ด.ญ.พนิตสภา อยู่เย็น ในชั่วโมง "ภาษาไทย" คุณครูก็จะให้นักเรียนแต่ง "บทกลอน" ซึ่งกลอนที่แต่งขึ้นมาแล้วฟังแล้วจะรู้สึกว่า "ไพเราะ..เพราะพริ้ง" จะเป็น "กลอนแปด" ซะส่วนใหญ่


ทำไม...ถึงเป็นอย่างนั้น  ที่ได้ชื่อว่าเป็น..กลอนแปด  เนื่องจากว่า..แต่ละวรรค แต่ละตอนจะมีด้วยกัน 8 คำ  หากดูตามบรรทัดแล้วถ้าลงด้วยแปดคำ ประโยคจะสวยและคำจะไพเราะมาก
 

ในประโยคสามารถ "อรุ่ม อร่วย" ให้ลดลงจากแปดคำได้ เช่น อาจจะเป็น 7 คำ หรือ 6 คำ อย่างต่ำ ๆ สุดไม่ควรต่ำกว่า 6 คำในประโยคนั้น เนื่องจากว่า ....คำจะไม่ค่อย "เสนาะหู" ซะแล้ว อาจจะหมายถึง "สั้นไป" หรือ มันจบเร็วไปนั่นเอง  และจาก 8 คำสามารถยืดให้ได้ถึง 9 คำก็ได้เพื่อให้ประโยคลงตัว

แต่อย่างไรก็ยังเรียกเป็น ..กลอนแปด...อยู่นั่นแหละ  กลอน 8 เมื่อฟังแล้วจะไพเราะกว่ากลอนอื่น ๆ หรือกล่าวได้ว่า "นุ่มหู"  

พื้นฐานการแต่งกลอนแปดนั้นจะต้องมีคำที่ "คล้องจอง" หรือ "พ้องเสียง" กัน คำว่าคล้องจอง,พ้องเสียงหมายความถึงเสียงที่ "รับกัน" ซึ่งอาจจะผิดรูปก็ได้ 

เป็นดังนี้    ในวรรคแรกของคำที่ลงท้าย  จะต้องไปพ้องเสียงกับคำที่สามของประโยคถัดไปในแถวแรก  กระผมขอยกตัวอย่างเพลงซักเพลงละกัน



ซึ่งจะพบได้ง่ายกับ "เพลง" ไทยที่แต่งกันอย่างมากมาย จะพบได้มากกับ "เพลงลูกทุ่งไทย" นั่นเป็นกลอนแปดที่แต่งได้สมส่วนมาก  ดังเช่น เพลงมนรักลูกทุ่ง  มีเนื้อเพลงดังนี้

              หอมเอย..หอมดอกกระฐิน  รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง
     เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาหญ้านาง    มองเห็นบัวสะร้างลอยกลิ่นริมบึง
          
           ได้คันเบ็ดสักคนพร้อมเหยื่อ    มีน้องนางแก้มเรื่อนั่งเคียงตกปลา
         ทุ่งรวงทองของเรานี้มีคุณค่า    มนต์รักลูกทุ่งบ้านนาหวานแว่วแผ่วดังกังวาล


(จะมาต่อ..อีกจ้า)