วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไปเยี่ยมสวนจันทบุรี

หลังจากพักกาย พักใจ 3 เดือนเต็ม ที่ไม่ได้ไปสวนที่ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

วันนี้วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557 นาย..กระดิ่งทอง จึงแวะไปชื่นชมสวนซะหน่อย

ระหว่างทางได้แวะซื้อกระเบื้องมาทำบ้านด้วย เนื่องจากของเก่าที่ "รื้อ" ออกแล้วปูใหม่ ทำให้มีกระเบื้องบางส่วนขาดหายไปไม่เต็มระบบ 

จำนวนที่ขาดไปนั้นก็มากโขอยู่  มีจำนวนถึง 14 แผ่น ก่อนหน้านั้น "ตระเวณ" หาซื้อในตัวจังหวัดระยอง และเมืองพัทยา  ปรากฎว่า ลายกระเบื้องที่ต้องการไม่มี  

เหตุเป็นเพราะ การขายกระเบื้องของบางร้านจะมีเฉพาะ เพราะร้านค้ามีอิสระที่จะสรรหากระเบื้องมาขายเอง 

ทำให้เมื่อต้องใช้กระเบื้องเพิ่มต้องลำบากกันหน่อย ครั้งนี้จึงซื้อมาเผื่ออีก 2 แผ่น เป็นจำนวน 16 แผ่น  ๆ ละ 155 บาท  ฉะนั้น เป็นเงิน 2480 บาท  ความที่ต้องเก็บเงินสดไว้ใช้งาน ทำให้ต้องจ่ายเป็นเงินล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า ...ใช้บัตรเครดิตรูด...นั่นแหละ



ระหว่างเส้นทางที่เดินทางไปนั้นรู้สึกถึงมีความเปลี่ยนแปลงของสองข้างทางตลอดช่วงระยะ

เนื่องจากเส้นทางนี้กำลังถูกปรับปรุงเส้นทางให้กว้างขึ้น เืพื่อรองรับหลาย ๆ อย่างที่กำลังจะมาถึง

จากเดิมเป็นถนนแบบ 2 เลน (วิ่งสวนกัน) บัดนี้ความเจริญได้คืบคลานเข้ามาหา พร้อมกับรถราที่มีเยอะมากขึ้นทุก ๆ วัน 

ทำให้การสัญจรไปมาเริ่มช้าและติดขัด จึงต้องขยายเส้นทางให้ใหญ่โตขึ้นเป็นถนนขนาด 4 เลน (เรียกตามประสาเด็กบ้านนอก คนเมืองจะเรียกถนน 2 เลน)

สิ่งที่ทำให้แปลกตาไปคือ "ภูเขาย่อม" ด้านขวามือก่อนที่จะถึง "สวนตายาย" สิ่งที่มองเห็นแล้วนั้นมัน "โล่งเตียน" ไปหมดเลย จากก่อนที่เคยเป็นป่าที่รก ๆ  วันนี้ป่านั้นได้หายวับไปกับตา

สิ่งที่พอจะเห็นได้ชัดเจนคือ...ความเปลี่ยนแปลง...ตามกาลเวลา หากนับตั้งแต่เราเริ่มได้ตกลงเพื่อที่จะซื้อสวนนี้ เมื่อนับเวลาย้อนกลับไปคงเป็นเวลา 5 ปี มาแล้วสินะ

อีกไม่นาน...ความเจริญของเส้นทางนี้ก็จะใหญ่โตขึ้นไปเรื่อย ๆ  เหตุที่เส้นทางนี้ต้องพัฒนาให้ใหญ่โตจากเดิมนั้น เพราะความเจริญที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น

 
ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อหลายปีก่อนที่จะต้องมีถนนวิ่งวนรอบประเทศด้วยขนาดช่องทาง 4 เลน (เรียกตามประสาชาวบ้าน) เส้นทางนี้จะเชื่อมจากจังหวัดจันทบุรีไปยังจังหวัดสระแก้วได้โดยตรง

ปัจจุบันรถขนส่งผัก , ผลไม้ก็วิ่งกันขวักไขว่มากเหลือเกิน หากไม่ขยายเส้นทางให้คล่อง เวลาใช้งานของรถที่วิ่งบนถนนก็จะมากขึ้น อุบัติเหตุคงจะมีมากขึ้นตามจำนวนรถ


ขับรถจากด่านทหารไปอีกซัก 3 กม. ก็จะถึงปากทางเข้าไปยังสวนของเราแล้ว  เรียกว่า ...ปากทางเข้าวัดชะแมบ...

สิ่งที่ได้พบเห็นหลังจากที่ไม่ได้มาสวนเมื่อกว่า 3 เดือนก่อนคือความเขียวขจีของต้นไม้ที่ตั้งอยู่ริมสองข้างทางและหญ้าที่ีงอกเร็วมากเหลือเกินเมื่อได้รับน้ำฝน



 ครั้นไปถึงสวนจันท์ ความเป็นธรรมชาติ ความเขียวขจีของใบไม้ เมื่อได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดทำให้รู้สึก "ปลอดโปร่ง" หรือ "โล่ง" ในปอดเสียจริง ๆ  บางกรณีอาจจะเรียกว่า ...โอโซน...เยอะมาก

น้ำในคลองที่มีสีส้ม ๆ ออกเหลืองแสดงว่ามีฝนตกก่อนหน้านี้มากเสียจนทำให้น้ำขุ่นและเป็นสีออกเหลืองและข้นได้ หน้านี้ก็หน้าฝนอยู่แล้วปริมาณน้ำฝนคงตกลงมาอย่างมากมายแน่ ๆ

หากจะย้อนไปดูปริมาณน้ำฝนที่สวนทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรีนั้น ปริมาณฝนถือว่ามีไม่ขาด หมายถึงต้องรักษาความอุดมสมบูรณ์ของปำไม้ไว้ด้วนฝนถึงจะไม่ขาดสาย

ฝนจะตกได้ก็ต้องอาศัยสิ่งอื่นด้วย ฝนไม่สามารถตกได้ตามลำพังหากต้นไม้ไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นของดินให้มากพอ แหละต้นไม้ยังรักษาธรรมชาติที่เหมาะสมให้กับโลกนี้เป็นที่น่าอยู่ด้วย



เส้นทางที่เข้าไปยังสวนของกลุ่มเรานั้นเกือบครึ่ง
เป็นซีเมนต์ และอีกครึ่งกว่าเป็นถนนดินแดง(ลูกรัง)  ทำให้มันมีความรู้สึกว่า เออ.....มันเป็นเส้นทางที่ธรรมชาติเสียจริง ๆ 

แถมยัง...ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อและมีน้ำท่วมขังที่บ่อเสียด้วย จึงทำให้รถโยกเยก ๆ ไปเกือบจะตลอดเส้นทาง
ก่อนหน้านั้นคงมีกระแสฝนที่ตกมาอย่างมากมาย ทำให้ต้นไม้ ใบหญ้าเขียวขจียิ่งนัก   อาจจะเรียกหญ้าว่า "รก" ก็ได้

ความรู้สึกดังที่แรกเห็น เมื่อว่างเว้นไป 3 เดือนเต็ม ๆ ด้วยกัน ทำให้บรรยากาศรอบด้าน "แปลกตา" ไปเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ชัดคือ ...ความเงียบสงบ... บางครั้งทำให้นึกคิดอะไร ๆ ได้ในสิ่งที่เคยนึกตั้งนานแต่คิดไม่ออก

ความเงียบทำให้เรามีสมาธิ แต่สิ่งที่รบกวนสมาธิของเราคือ "ยุง" มีเยอะเหลือเกิน ทำให้การนึกคิดอะไร ๆ ที่กำลังต่อเนื่อง "ขาดตอน" ไป

ครั้นจะใช้มีดไล่ฟันยุง มันก็ไม่กลัวซักกะนิดเลย  มันดื้อเสียจริง ๆ ยุงมันก็ตัวเล็กกว่าเราเน๊าะ  แต่มันก็ไม่เคยลดความพยายามที่จะหาอาหารจากเราซะเลย  ว่าแล้วจึงร่ายคาถา (ไม่มีหรอก)  ลืมเอายากันยุงไปนั่นเอง  55

 ตามภาพนั้น "หญ้า" ได้เจริญงอกงามขึ้นปกคลุมพิ้นดินที่ชุ่มชื้นแทบจะทุกพื้นที่ เนื่องจาก "น้ำ" ที่มีให้หญ้าได้ดูดดื่มขึ้นไปเลี้ยงทั้งดอกและใบได้อย่างสมบูรณ์

ดังนั้น...จึงเป็นเรื่องง่ายดายที่ต้นหญ้าจะเขียวขจีได้อย่างรวดเร็วไปพร้อม ๆ กับต้นยางและต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ทีมีอยู่ในสวนของเรา


 ภาพด้านขวามือสามารถยืนยันได้ว่า
เส้นทางที่เราเคยนำรถขึ้นไปแบบเตียนเรียบ บัดนี้ "รก" อย่างเห็นได้ชัดมาก


ในใจคิดว่า...สวนที่ไม่มีคนดูแลมักจะเป็นลักษณะเช่นนี้แทบทุกหนทุกแห่ง  ยิ่งมีปริมาณน้ำฝนด้วยจะทำให้หญ้าโตเร็วเป็นยิ่งนัก หลาย ๆ แห่งหากไม่ได้เข้าไปดูแลห่างเป็นปี ๆ พื้นที่บริเวณนั้นจะกบลับไปเป็นป่าอย่างที่เคยเป็นในอดีต


ครั้นเมื่อเปรียบเทียบกับภาพเมื่อ 3 เดือนที่แล้วนั้นอาจจะตกใจว่า มันเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้เชียวหรือ

3 เดือนก่อนนั้น หาำกจะระบุว่าเป็นเดือน นั่นคือเดือนกรกฎาคม 2557 ช่วงนั้นเป็นฤดูของการเก็บเกี่ยวผลไม้ ...ทุเรียน... (หมายถึงทุเรียนที่ให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ


เราได้ทุเรียนไว้รับประทานสำหรับปีนี้เยอะมาก ภูมิใจที่สุดที่ได้เห็นทุเรียนในสวนเราเจริญเติมโตแบบไม่ต้องใช้ยาฉีดหรือยาเร่งใด ๆ

แม้กระทั่งหลาย ๆ จุดที่เราได้ตัดหญ้าไว้ เมื่อมองไปดูแล้วสถานภาพที่เห็นแทบจะไม่ต่างกัน อาจจะเรียกได้ว่า "ธรรมชาติขอคืน หากไม่ได้ใช้งาน"

เมื่อเดินขึ้นไปสู่ด้านบนของสวนเรา จะเห็นได้ชัดเจนว่า "หญ้า" รกเป็นอย่างมาก  ร่องรอยอารยธรรมต่าง ๆ ที่เคยได้ทำไว้มองแทบไม่เห็นเลย

ยุง...ก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่รบกวนงานสำรวจของเรา  วันนั้นไม่ได้ใส่เสื้อแขนยาวไปด้วย เนื่องจากไม่คิดว่าจะมียุงมากมายเช่นนี้

หากวันนี้ไม่มี "โครงสร้าง" บางจุดที่ปรากฎให้เห็น อาจจะประเมินได้ว่า "ร้าง" แน่ ๆ แต่เรายังมองเห็นโครงสร้างอะไร ๆ
บางอย่างไร เพราะหญ้าไม่ได้สูงมาก

ช่วง 3 เดือนของครอบครัวเราเอง ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่สวนแห่งเราตลอดทั้งสามเดือนเลย

ความคืบหน้าก็ทราบข่าวจากเพื่อน ๆ เราที่เ้ข้าเรา  คนที่จะมาสวนบ่อยเนื่ยก็คือ  "คุณสุชาตินั่นเอง"

ระหว่างนี้ครอบครัวของเราและทุก ๆ คนก็ "ยุ่ง" และ "พัลวัน" กับเรื่องใกล้ตัว  ทำให้ไม่มีเวลาที่จะมาพักผ่อนที่สวนพร้อม ๆ กันซักที

หากแต่...เมื่อใดที่มีเวลา "กลุ่ม...กลิ่นกระวานบ้านสวน" ของเราก็จะได้นัดหมายเพื่อมาพบปะสังสรรค์และร่วมพูดคุย หรือ นอน กันที่สวนทับไทรของเรานี่แหละ

บางครั้ง...ครอบครัวนี้ว่าง แต่อีกครอบครัวไม่ว่าง การนัดหมายก็จะ "คลาดเคลื่อน" ไปเรื่อย ๆ ท้ายสุดเป็นว่า ใครว่าง ๆ ก็มีเยี่ยมสวนเราบ้าง เผื่อมีอะไรที่เปลี่ยนแปรงจะได้ทราบข่าวกัน


ช่วงนี้เดือนตุลาคม 2557 ในสวนเราเองยังมี "ทุเรียน" นี่แหละที่เป็นดอกเป็นผลให้เราสามารถรับประทานได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

หากจะย้อนนับก็ซักเดือน กรกฎาคม 2557 นั่นแหละ สวนเราถือว่าออกผลล่าช้า  ทั้งนี้เนื่องจากว่า เราไม่ได้เร่งผลิตเพื่อนำไปขายนั่นเอง โดยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน

ทุเรียนของสวนเราเมื่อโตเต็มที่สามารถนำมารับประทานได้ สวนคนอื่นที่อยู่รอบด้านเขาก็ "วาย" หรือ "หมดอายุขัย" ไปซะแล้ว

หรืออีกนัยหนึ่งคือ เขาทำเงินไปก่อนแล้ว  จริง ๆ ของเราไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อที่จะขาย เรามีเป้าหมายเพื่อจะนำไว้รับประทานเองเท่านั้น


แต่ที่เห็นมีนั้นก็ "แก้วมังกร" ของสวนคุณเสมอและป้าโฉม ซึ่งก็เห็นมีซัก 5 ลูกนั่นแหละ สี "แดงกร่ำ" เลย คงจะสุกงอมเต็มทน  หรือว่า "รอ" เจ้าของมาเก็บเกี่ยวก็ไม่ทราบ

มันเป็น "ความภูมิใจ" ของเจ้าของสวนเสียจริง ๆ  ที่ได้เห็นผลไม้ที่อยู่ในสวนเราได้ออกผลผลิตมาให้รับประทานตามฤดูกาลที่ควรจะเป็น

ครอบครัวเราได้เดินชมต้นไม้และเด็ดผลไม้ที่อยู่กับต้นเพื่อนำมารับประทานกัน มันทำให้เราภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก  ทั้งสนุกสนานและเฮฮา


แม้ว่า...ความสมบูรณ์ของผลไม้จะไม่สวยเหมือนที่อยู่บนท้องตลาด...แต่...ความสบายใจจะมีมาก เพราะผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยสารเคมีใด ๆ เลย


สถานที่ตั้งของสวนเรานั้นจะไม่ไกลมากนักจากสถานที่สำคัญ ๆ ของจังหวัดจันทบุรี นั่นคือ "เขาสอยดาว"  นั่นเอง

เขาแห่งนี้มีความใหญ่โตมาก ในฤดูฝนหากเรามองไปยังเขาสอยดาวจะเห็นปุยเมฆลอยอยู่รอบ ๆ แนวเขาด้านล่าง



อาจจะมีบ้างที่ "นก" และ "สิ่งมีชีวิต" ต่าง ๆ มาจิกกินผลไม้ของเรา  ก็ถือว่า แบ่ง ๆ กันกิน เพราะครอบครัวเรากินเองซะหมดก็คงไม่ไหว   มันเป็นความภูมิใจซะอีกที่เห็นนานาสรรพสัตว์บินมาในสวนของเราให้เห็นอย่างใกล้ชิดโดยเราไม่ต้องไปหาชมให้ไกล


                       """ ต่อไปชมภาพนิ่งกันบ้าง"""



 









 เป็นภาพแห่งความภาคภูมิใจของทุก ๆ คนที่อยู่สวนนี้..ครับ..

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

Happy Birthday.

วันเกิดของ "นาย..กระดิ่งทอง" ตรงกับวันที่ 11 กันยายน 2557 ซึ่งย้อนหลังไปเมื่อ 43 ปีที่แล้วตรงกับวันที่ 11 กันยายน 2513 มันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน

แต่...สำหรับเจ้าตัวนั้น เสมือนว่า "ไม่นาน" เพราะยังเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองไม่มากนัก  คงจะเป็นอย่างนี้กันแทบทุก ๆ คน  

หากใครที่ตัวเองเปลี่ยนแปลงมาก ๆ ก็คงจะบอกว่า  "มันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน" 


ย้อนไปเมื่อยังเด็ก เราจะเห็นคนที่มีอายุ 40 ปี ช่างเป็นคนที่ "แก่" นัก ครั้น"ไม่ค่อยจะแตกต่างมาก" เลย (คงเป็นกันแทบทุก ๆ คนแหละ...นิยามแบบนี้ เรียก...ไม่อยากแก่)
ตัวเองก้าวย่างเข้ามาสู่ช่วงอายุนี้ด้วยตัวเอง กลับมองว่า


ย้อนนับไปเมื่อ 43 ปี นั้น ประเทศไทยถึือว่ายังไม่ค่อยพัฒนาอะไรมากเลย ยุคนั้นจำได้ว่าสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นของแถบยุโรปและอเมริกา  

ส่วนสินค้าญี่ปุ่นยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก  สินค้ารถยนต์นั้นพอจะจำได้ นั่นคือ "รถโฟล์คเต่า" รถยนต์รุ่นนี้ผมเคยเห็นที่ ...บ้านหนองสนม หรือ หนองสนม จังหวัดระยอง นี่แหละ


รถยนต์โฟล์คเต่านั้นเกิดก่อนผมซะอีก คือเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1938 หรือ พ.ศ. 2481 รถเต่าที่ผมเห็นนั้น จะเกิดในช่วงปี 2500  

อยากจะเล่าถึง "กำเนิดของรถโฟล์คเต่า" รถรุ่นนี้เกิดขึ้นโดยรัฐบาลของเยอรมันนั่นคือ ท่าน..อด๊อฟ ฮิตเล่อร์ นั่นเอง

โดยมี "คำจำกัดความ" ว่า ต้องเป็นรถที่สะดวกใช้  ,ง่ายต่อการซ่อมแซม, ไม่จุกจิก, มีราคาไม่แพง ประชาชนสามารถหาซื้อใช้ได้

คนที่รับผิดชอบคือ...เฟอร์ดินาน ปอร์เช่..ซึ่งแกมีทีมงานหลายคนแหละ จากคำจำกัดความนั้น มันยากมากที่จะทำต้นทุนให้ได้อย่างที่ตั้งไว้


ก่อนที่จะเป็นตัวตนนั้นต้องคิดนานมากเช่นกัน  แต่ท้ายสุดแกมีเวลาในการออกแบบรถรุ่นนี้สั้นมาก เพียง 7 วัน (ผมฟังจากคนที่รู้ลึกในเรื่องนี้เล่าให้ฟัง)

หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างถ้าได้ข้อสรุปแล้ว การดำเนินการมันจะสั้นมาก

หวนกลับไปเมื่อครั้งที่ "ลูก" จะทำให้พ่อแปลกใจสำหรับวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว  "น้องนิ้ง"  คิดอยู่นานว่าจะมีอะไรให้ประทับใจดี   คิด ๆ ๆๆๆๆๆๆ อยู่นาน  สรุป...ได้ "ฟักทอง"  เป็นที่ปักเทียน

ตั้งแต่ครั้งนั้นมา  "ความบรรเจิด" ก็ได้ฉุกคิดในหัวสมองมาเรื่อย ๆ 

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ

วันสำคัญในรอบปีได้เวียนบรรจบมาครบรอบอีกวาระหนึ่ง  ครั้งนี้อาจจะถือได้ว่าสำคัญขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งก็ว่าได้  หลาย ๆ คนที่เกิดมามีชีวิต ต่างไม่ได้เกิดจาก "กระบอกไม้ไผ่" แน่ ๆ ใช่ล่ะ ต้องมีแหล่งกำเนิดด้วยกันทั้งนั้น

อาจจะมีบ้างที่ต้องใส่หลอดเพื่อทำ "ปฎิสนธิ" แต่นับคนได้เลยว่าคงไม่เกิน 5 คนในโลกนี้ที่ต้องทำด้วยวิธีนี้  ในความหมายนั่นคือ คนแทบทุกคนต้องเกิดมาใน "ท้องแม่"

ในที่นี้ผมเองไม่ได้กล่าวถึงชีวิตอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คน นอกเหนือจากคนแล้วยังมีสัตว์บางชนิดที่เกิดใน "ท้องผู้เป็นพ่อ" นั่นคือ ...ม้าน้ำ...นั่นเอง

ผมกำลังนึกถึง "ม้าน้ำ" ที่ต้องเปลี่ยนเนื้อร้องให้ผิดไปอีกนิด แต่...ยังคงทำนองไว้เช่นเดิม  โดยเนื้อเพลงนั้นอาจเิป็นเช่นนี้....

พ่อนี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง   พ่อเฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลัง เมื่อยังนอนเปล  พ่อเราเฝ้าโอ..ละ เห่  กล่อมลูกน้อยนอนเปล ไม่ห่างหันเห...ไปจนไกล  (ประมาณนี้แหละ)


(จะมาต่ออีก...จ้า......อีก แหละ)

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พบปะสังสรรค์เพื่อนร่วมรุ่น ปวช.

ค่ำคืนวันที่ 09 กรกฏาคม 2557 "นาย..กระดิ่งทอง"  ได้ร่วมเข้าพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ สมัยที่เรียน ปวช. ที่..วิทยาลัยเทคนิคระยอง..

  ครั้น...จะนับย้อนหลังไปเมื่อเริ่มเข้าเรียนชั้น ปวช. 1 ใหม่ ๆ นั้นจะเป็นปี พ.ศ. 2529  

เมื่อนับถึงปัจจุบันนี้คือ วันที่ 10 กรกฏาคม ปี พ.ศ. 2557 เอาแค่นับจำนวนปีเต็ม ๆ จะได้ 29 ปี

จุดหมายปลายที่ได้นัดพบปะกันเป็นร้านอาหารของเพื่อน ๆ เรานี่เอง ซึ่งเป็นของเพื่อน "ไพฑูรย์ มากคช" ฉายาคือ "มี่" หรือ "ฑูรย์" นั่นเอง


ร้านอาหารที่เพื่อน "มี่" เปิดบริการนั้นชื่อร้านว่า "บ้านกวี"

สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่วงเวียนท่านสุนทรภู่ บนถนน ค.2 (สายหลัง ขนาดกับเส้นสุขุมวิท) 

ช่วงเวลาที่ "ร้านบ้านกวี" เปิดทำการเริ่มตั้งแต่ 11:00 - 24:00 น. รูปแบบของร้านจะเป็นแนวร้านอาหารมากกว่าผับหรือบาร์

ฉะนั้น...ทุกเภททุกวัยสามารถที่จะเข้ามาร่วมพบปะสังสรรค์ หรือ ทานอาหารแบบเบา ๆ แถมมี "ดนตรี" เล่นกันสด ๆ ให้ฟังด้วย

แนวเพลงสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย  ท่านสามารถขึ้นไป "ร่วมสนุก" กับนักดนตรีได้ ถ้าท่านพอร้องเพลงไ้ด้จบ


บรรยากาศที่ได้สัมผัสนั้น ทุก ๆ คนต่างเพลิดเพลินกันเพลงที่กำลังร้องและบรรเลงให้ฟังขณะนั้นเป็นอย่างมาก  

มีหลาย ๆ ท่านร่วมสนุกสนานกับเสียงดนตรีในขณะที่เล่นให้ฟังด้วยการ "ออกลีลา" ซะด้วย

เสียงดนตรีที่ปรับแต่งไว้ ..."ไม่ดังจนเกินไป" ทำให้ไม่ "รำคาญ" กับแขกที่นั่งรับประทานอาหารและฟังดนตรี

สำหรับสถานที่ของร้านนั้น ผมว่า "เหมาะสม" กับหลาย ๆ อย่าง
ทั้งความสะดวกสบาย การตกแต่งร้านแบบ "บ้านนอก คอกนา" ของเพื่อนผม ทำให้แขกที่มานั่ง "ไม่อึดอัด" กับบรรยากาศโดยรอบ

สำหรับ "หัวเรี่ยว-หัวแรง"  ที่รวมรวมเพื่อนนั้นคือ "คุณน้อง" ครับ 

 พี่แกทั้งหล่อ...ทั้งใจดี  ผมและทุก ๆ คนต้องขอบคุณ "คุณน้อง" เค้าอีกครั้งที่สามารถรวบรวมสมาชิกให้มาพบกันได้ 

ถึงแม้จะมากันได้ไม่ครบ อย่างไรโอกาสหน้าคิดว่าคงจะมากันมากกว่าเดิมละกัน

คราวแรก ๆ ที่ "คุณน้อง" เริ่มที่จะติดต่อกับเพื่อน ๆ ได้ ต่างคนก็ต่างจะบอกว่า...เฮ๊ย....ย...นัดพบกันเลย  อยากเจอเพื่อนเหลือเกินแล้ว

ท่านน้อง...ก็บอกว่า  "ใจเย็น ๆ เพื่อน" ยังหากันได้ไม่มากพอที่จะพบกัน เอาให้ได้จำนวนสมาชิกมากพอก่อนแล้วค่อยนัดกัน  

เอางี้...ว่าแต่เองน่ะ รู้จักใครเพิ่มเติมจากที่มีอยู่รึเปล่า เอาเบอร์มา จะโทรหาเอง (ท่านน้องกล่าว)



ครั้นเมื่อวันที่มีรายชื่อเพื่อน ๆ เยอะเกือบหมดแล้ว  จึงได้หาสถานที่เพื่อที่จะ "นัดพบ" กันตามประสาเพื่อนเก่าที่จากกันไปเกือบ 30 ปี  อย่างน้อย ๆ ก็ 27 ปีแล้วที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เจอะเจอกัน

แม้...บางท่านตัวกระผมเองยังนึกหน้าเืพื่อน ๆ บางคนที่ไม่ได้เจอกันถึง 27 ปีไม่ได้  ถ้าบอกชื่อ "จำได้" 

ในห้วงความคิดนั้นก็จะจำแต่ภาพเก่า ๆ ของแต่ละคนในสมองของผมที่พอจะจำได้



ซึ่งอย่างไร..มันก็ต้องมีความเปลี่ยนแปลงไปของแต่ละคนแน่ ๆ  เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก

อีกกรณีคือ สมัยเรียนนั้นเป็นช่วงของ "วันรุ่น" ร่างการเผาผลาญได้ดี กำลังกายก็เล่นกันทุกชนิดกีฬา

มันช่างต่างไปจากปัจจุบัน อาจจะกล่าวได้ว่า "กินกันอย่างเดียว" หมายถึง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย



จึงตีความได้ว่า การเผาผลาญของร่างกายก็จะน้อยลง  อาหารที่กินเข้าไปทุกมื้อ.. ทุกวัน..ก็จะหลงเหลือในร่างกาย  แล้วสะสมจนทำให้ "พุงยื่น" กันถ้วนหน้า

เมื่อได้วันเวลาที่นัดหมายกันพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว วันที่ 09 กรกฏาคม 2557 จึงได้มาพบกันที่ร้านอาหาร "บ้านกวี"  ของเพื่อนมี่เรา

เมื่อถึงเวลาจริง ๆ ได้มาพบเจอกัน บางคนเพียงแค่จำเค้าหน้าได้ก็นึกได้ว่าชื่ออะไร  บางคนก็จำเสียงเอา บางคนก็จำบุคลิก

เนื่องจากว่าส่วนใหญ่จะ "อ้วน" และเปลี่ยนแปลงไปเยอะ มีแค่บางคนที่รูปร่างคล้าย ๆ เดิม




(โอกาสหน้า จะมาต่อ)

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

น้องนิ้ง และ น้องนนท์ ไปโรงเรียน

สังคมของมนุษย์...ต่างคนต่างใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกัน การดำเนินของชีวิตอาจจะ "คล้าย ๆ กัน" ในบางเวลา

ชีวิตของผู้เป็น "พ่อ-แม่" อาจจะมีช่วงการดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึงกันกับอีกหลาย ๆ คน เช่นเดียวกัน

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคม 2557

ตามปฏิทินไทยในแต่ละปีจะมีวันสำคัญ ๆ หลายวันด้วยกัน ความสำคัญของแต่ละวันล้วนแตกต่างกันไป

สำหรับวันที่  5 พฤษภาคม 2557 นี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง นั่นคือ "วันฉัตรมงคล"

เริ่มต้นปีใหม่ยังไม่นานเท่าไรวันสำคัญแห่งวันนี้ได้มาบรรจบครบรอบอีกครั้ง ถ้านับวันนับเดือนก็ 4 เดือนเต็ม หรือ กว่า ๆ นิดหน่อย


(จะเติมแต่งในวันรุ่งขึ้น....จ้า)

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

วันสงกรานต์ไทย ปี 2557

ครบรอบอีกวาระหนึ่งของ "ปีใหม่ไทย" หรือ "วันสงกรานต์" หากจะนับย้อนหลังไปหาว่าวันปีใหม่ของไทยเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร คงหาคำตอบได้ลำบาก  ขอเป็นเพียงว่าเป็น "ประเพณี" และ "วัฒนธรรม" ของประเทศไทยไปแล้วละกัน

สิ่งดีคือ "ญาติพี่น้อง" ได้มีโอกาสได้มา "พบปะสังสรรค์" กัน หลังจากที่ได้ "ห่างเหิน" กันไปแรมปี เนื่องจากต่างคนก็ต่างทำมาหารับประทานเลี้ยงตนตามประสา "มนุษย์เดินดิน"

1 ปีที่ผ่านมาบางสิ่งหรือหลายอย่างอาจจะมีการ "เปลี่ยนแปลง" ตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสิ่งให้ได้สังเกตุกันก็เมื่อได้มาพบเจอกันอีกครั้ง

เมื่อได้พบปะกันแล้ว ทำให้เกิด "เรื่องเล่า" ที่ต่างคนต่างก็นำเรื่องราวของตน "เล่า" สู่กันฟัง มีทั้งเรื่องที่ "ตลกขบขัน" และ เรื่องที่ชวนให้ "สติ" ต่อกันแบบคละเคล้ากันไป


(จะมาต่อเรื่องราว ครั้งหน้า เด้อ)