วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ

วันสำคัญในรอบปีได้เวียนบรรจบมาครบรอบอีกวาระหนึ่ง  ครั้งนี้อาจจะถือได้ว่าสำคัญขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งก็ว่าได้  หลาย ๆ คนที่เกิดมามีชีวิต ต่างไม่ได้เกิดจาก "กระบอกไม้ไผ่" แน่ ๆ ใช่ล่ะ ต้องมีแหล่งกำเนิดด้วยกันทั้งนั้น

อาจจะมีบ้างที่ต้องใส่หลอดเพื่อทำ "ปฎิสนธิ" แต่นับคนได้เลยว่าคงไม่เกิน 5 คนในโลกนี้ที่ต้องทำด้วยวิธีนี้  ในความหมายนั่นคือ คนแทบทุกคนต้องเกิดมาใน "ท้องแม่"

ในที่นี้ผมเองไม่ได้กล่าวถึงชีวิตอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คน นอกเหนือจากคนแล้วยังมีสัตว์บางชนิดที่เกิดใน "ท้องผู้เป็นพ่อ" นั่นคือ ...ม้าน้ำ...นั่นเอง

ผมกำลังนึกถึง "ม้าน้ำ" ที่ต้องเปลี่ยนเนื้อร้องให้ผิดไปอีกนิด แต่...ยังคงทำนองไว้เช่นเดิม  โดยเนื้อเพลงนั้นอาจเิป็นเช่นนี้....

พ่อนี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง   พ่อเฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลัง เมื่อยังนอนเปล  พ่อเราเฝ้าโอ..ละ เห่  กล่อมลูกน้อยนอนเปล ไม่ห่างหันเห...ไปจนไกล  (ประมาณนี้แหละ)


(จะมาต่ออีก...จ้า......อีก แหละ)

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พบปะสังสรรค์เพื่อนร่วมรุ่น ปวช.

ค่ำคืนวันที่ 09 กรกฏาคม 2557 "นาย..กระดิ่งทอง"  ได้ร่วมเข้าพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ สมัยที่เรียน ปวช. ที่..วิทยาลัยเทคนิคระยอง..

  ครั้น...จะนับย้อนหลังไปเมื่อเริ่มเข้าเรียนชั้น ปวช. 1 ใหม่ ๆ นั้นจะเป็นปี พ.ศ. 2529  

เมื่อนับถึงปัจจุบันนี้คือ วันที่ 10 กรกฏาคม ปี พ.ศ. 2557 เอาแค่นับจำนวนปีเต็ม ๆ จะได้ 29 ปี

จุดหมายปลายที่ได้นัดพบปะกันเป็นร้านอาหารของเพื่อน ๆ เรานี่เอง ซึ่งเป็นของเพื่อน "ไพฑูรย์ มากคช" ฉายาคือ "มี่" หรือ "ฑูรย์" นั่นเอง


ร้านอาหารที่เพื่อน "มี่" เปิดบริการนั้นชื่อร้านว่า "บ้านกวี"

สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่วงเวียนท่านสุนทรภู่ บนถนน ค.2 (สายหลัง ขนาดกับเส้นสุขุมวิท) 

ช่วงเวลาที่ "ร้านบ้านกวี" เปิดทำการเริ่มตั้งแต่ 11:00 - 24:00 น. รูปแบบของร้านจะเป็นแนวร้านอาหารมากกว่าผับหรือบาร์

ฉะนั้น...ทุกเภททุกวัยสามารถที่จะเข้ามาร่วมพบปะสังสรรค์ หรือ ทานอาหารแบบเบา ๆ แถมมี "ดนตรี" เล่นกันสด ๆ ให้ฟังด้วย

แนวเพลงสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย  ท่านสามารถขึ้นไป "ร่วมสนุก" กับนักดนตรีได้ ถ้าท่านพอร้องเพลงไ้ด้จบ


บรรยากาศที่ได้สัมผัสนั้น ทุก ๆ คนต่างเพลิดเพลินกันเพลงที่กำลังร้องและบรรเลงให้ฟังขณะนั้นเป็นอย่างมาก  

มีหลาย ๆ ท่านร่วมสนุกสนานกับเสียงดนตรีในขณะที่เล่นให้ฟังด้วยการ "ออกลีลา" ซะด้วย

เสียงดนตรีที่ปรับแต่งไว้ ..."ไม่ดังจนเกินไป" ทำให้ไม่ "รำคาญ" กับแขกที่นั่งรับประทานอาหารและฟังดนตรี

สำหรับสถานที่ของร้านนั้น ผมว่า "เหมาะสม" กับหลาย ๆ อย่าง
ทั้งความสะดวกสบาย การตกแต่งร้านแบบ "บ้านนอก คอกนา" ของเพื่อนผม ทำให้แขกที่มานั่ง "ไม่อึดอัด" กับบรรยากาศโดยรอบ

สำหรับ "หัวเรี่ยว-หัวแรง"  ที่รวมรวมเพื่อนนั้นคือ "คุณน้อง" ครับ 

 พี่แกทั้งหล่อ...ทั้งใจดี  ผมและทุก ๆ คนต้องขอบคุณ "คุณน้อง" เค้าอีกครั้งที่สามารถรวบรวมสมาชิกให้มาพบกันได้ 

ถึงแม้จะมากันได้ไม่ครบ อย่างไรโอกาสหน้าคิดว่าคงจะมากันมากกว่าเดิมละกัน

คราวแรก ๆ ที่ "คุณน้อง" เริ่มที่จะติดต่อกับเพื่อน ๆ ได้ ต่างคนก็ต่างจะบอกว่า...เฮ๊ย....ย...นัดพบกันเลย  อยากเจอเพื่อนเหลือเกินแล้ว

ท่านน้อง...ก็บอกว่า  "ใจเย็น ๆ เพื่อน" ยังหากันได้ไม่มากพอที่จะพบกัน เอาให้ได้จำนวนสมาชิกมากพอก่อนแล้วค่อยนัดกัน  

เอางี้...ว่าแต่เองน่ะ รู้จักใครเพิ่มเติมจากที่มีอยู่รึเปล่า เอาเบอร์มา จะโทรหาเอง (ท่านน้องกล่าว)



ครั้นเมื่อวันที่มีรายชื่อเพื่อน ๆ เยอะเกือบหมดแล้ว  จึงได้หาสถานที่เพื่อที่จะ "นัดพบ" กันตามประสาเพื่อนเก่าที่จากกันไปเกือบ 30 ปี  อย่างน้อย ๆ ก็ 27 ปีแล้วที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เจอะเจอกัน

แม้...บางท่านตัวกระผมเองยังนึกหน้าเืพื่อน ๆ บางคนที่ไม่ได้เจอกันถึง 27 ปีไม่ได้  ถ้าบอกชื่อ "จำได้" 

ในห้วงความคิดนั้นก็จะจำแต่ภาพเก่า ๆ ของแต่ละคนในสมองของผมที่พอจะจำได้



ซึ่งอย่างไร..มันก็ต้องมีความเปลี่ยนแปลงไปของแต่ละคนแน่ ๆ  เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก

อีกกรณีคือ สมัยเรียนนั้นเป็นช่วงของ "วันรุ่น" ร่างการเผาผลาญได้ดี กำลังกายก็เล่นกันทุกชนิดกีฬา

มันช่างต่างไปจากปัจจุบัน อาจจะกล่าวได้ว่า "กินกันอย่างเดียว" หมายถึง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย



จึงตีความได้ว่า การเผาผลาญของร่างกายก็จะน้อยลง  อาหารที่กินเข้าไปทุกมื้อ.. ทุกวัน..ก็จะหลงเหลือในร่างกาย  แล้วสะสมจนทำให้ "พุงยื่น" กันถ้วนหน้า

เมื่อได้วันเวลาที่นัดหมายกันพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว วันที่ 09 กรกฏาคม 2557 จึงได้มาพบกันที่ร้านอาหาร "บ้านกวี"  ของเพื่อนมี่เรา

เมื่อถึงเวลาจริง ๆ ได้มาพบเจอกัน บางคนเพียงแค่จำเค้าหน้าได้ก็นึกได้ว่าชื่ออะไร  บางคนก็จำเสียงเอา บางคนก็จำบุคลิก

เนื่องจากว่าส่วนใหญ่จะ "อ้วน" และเปลี่ยนแปลงไปเยอะ มีแค่บางคนที่รูปร่างคล้าย ๆ เดิม




(โอกาสหน้า จะมาต่อ)

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

น้องนิ้ง และ น้องนนท์ ไปโรงเรียน

สังคมของมนุษย์...ต่างคนต่างใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกัน การดำเนินของชีวิตอาจจะ "คล้าย ๆ กัน" ในบางเวลา

ชีวิตของผู้เป็น "พ่อ-แม่" อาจจะมีช่วงการดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึงกันกับอีกหลาย ๆ คน เช่นเดียวกัน

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคม 2557

ตามปฏิทินไทยในแต่ละปีจะมีวันสำคัญ ๆ หลายวันด้วยกัน ความสำคัญของแต่ละวันล้วนแตกต่างกันไป

สำหรับวันที่  5 พฤษภาคม 2557 นี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง นั่นคือ "วันฉัตรมงคล"

เริ่มต้นปีใหม่ยังไม่นานเท่าไรวันสำคัญแห่งวันนี้ได้มาบรรจบครบรอบอีกครั้ง ถ้านับวันนับเดือนก็ 4 เดือนเต็ม หรือ กว่า ๆ นิดหน่อย


(จะเติมแต่งในวันรุ่งขึ้น....จ้า)

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

วันสงกรานต์ไทย ปี 2557

ครบรอบอีกวาระหนึ่งของ "ปีใหม่ไทย" หรือ "วันสงกรานต์" หากจะนับย้อนหลังไปหาว่าวันปีใหม่ของไทยเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร คงหาคำตอบได้ลำบาก  ขอเป็นเพียงว่าเป็น "ประเพณี" และ "วัฒนธรรม" ของประเทศไทยไปแล้วละกัน

สิ่งดีคือ "ญาติพี่น้อง" ได้มีโอกาสได้มา "พบปะสังสรรค์" กัน หลังจากที่ได้ "ห่างเหิน" กันไปแรมปี เนื่องจากต่างคนก็ต่างทำมาหารับประทานเลี้ยงตนตามประสา "มนุษย์เดินดิน"

1 ปีที่ผ่านมาบางสิ่งหรือหลายอย่างอาจจะมีการ "เปลี่ยนแปลง" ตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสิ่งให้ได้สังเกตุกันก็เมื่อได้มาพบเจอกันอีกครั้ง

เมื่อได้พบปะกันแล้ว ทำให้เกิด "เรื่องเล่า" ที่ต่างคนต่างก็นำเรื่องราวของตน "เล่า" สู่กันฟัง มีทั้งเรื่องที่ "ตลกขบขัน" และ เรื่องที่ชวนให้ "สติ" ต่อกันแบบคละเคล้ากันไป


(จะมาต่อเรื่องราว ครั้งหน้า เด้อ)

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประเพณีไทย ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2557 บ้านของ "นาย..กระดิ่งทอง" ได้ถือฤกษ์ถือยาม "ย้ายพระเข้าบ้านหลังใหม่" ตามพิธีโบราณ  ประเพณีนี้จะทำเมื่อบ้านยังไม่แล้วเสร็จ โดยเหตุการณ์จะเรียงลำดับคือ เจ้าของบ้านสามารถหาฤกษ์หาวันที่ "ดี" หรือ "ถูกโฉลก" กับ "เจ้าของบ้าน" 

เป็นเรื่องธรรมดาและปกติที่จะไม่คิดเอง เนื่องจาก เราเองไม่ได้ชำนาญ ฉะนั้น...จึงต้อง "ปรึกษา" ผู้หลักผู้ใหญ่ ว่า..สมควรจะหาวันที่ดีที่สุดเป็นวันใด

สิ่งที่กระผมได้กระทำนั้นคือ ปรึกษา "คนทรง" ครับ โดยประวัติของท่าน







เมื่อเรามีวันที่ดีและเหมาะสมก่อนบ้านจะเสร็จ


(จะนำมา "เล่า" ต่อในเวลาถัดไป...จ้า)

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความขัดแย้งของสังคมไทย

ทำอะไรตามใจ..คือ..ไทยแท้   เป็น "วลี" ที่กล่าวและได้ยินมานานแล้วในเมืองไทย  แต่...การทำตาม "วลี" ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นช่างตรงกับนิสัยของคนไทยซะเหลือเกิน

"ดุจ" หนึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังไว้ในสายเลือด อาจจะเพราะ...เมืองไทยไม่เคยเป็น "เมืองขึ้น" ของชาติใด ๆ ในโลก (แต่ความจริงแล้ว  "ตกเป็นเมืองขึ้นของเขาแหละ เพียงแต่ไม่ยอมรับ" ดิ้นรน หรือ ตอแหล หาทางเลี่ยงไปเรื่อย  เรียกได้ว่า...ใครได้เปรียบจะอยู่ฝ่ายนั้นเสมอ)

สิ่งที่กล่าวมานั้นไม่ได้ดูถูกคนไทยทั้งหมด เพียงแต่ "ส่วนใหญ่...เป็นอย่างนั้น" ด้วยความที่เราอิสระมาโดยตลอด ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย จึงไม่ค่อยจะรู้ว่า "ความเดือดร้อนที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร"

ครั้น..จะกล่าวว่า "ไม่เดือดร้อน" ซะเลยก็ไม่ได้ เพราะถ้านับย้อนไปสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เราเคยเสียกรุงศรีเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2112 เมื่อเทียบปัจจุบันปี 2557 นั้นเราย้อนไปได้ 445 ปี

ความเดือดร้อนของชนชาวไทยที่ต้องเสียกรุงให้กับ "พม่า" มันเป็นการ "แพ้" อย่างราบคาบที่แท้จริง โดยต้องตก "เป็นทาส" ให้กับพม่าถึง 15 ปีด้วยกัน ชนชาติไทยจึงได้เป็นเอกราชอีกครั้ง

ภาพที่ต้องทนทุกข์ ,ทรมาณ กับการไม่มีอิสระ ต้องทำทุกอย่างที่เขาอยากให้เราทำแบบ "ตามใจคนสั่ง" นึกภาพแล้ว "อดสู" ยิ่งนัก

เมื่อเมืองไทยกู้ชาติ เป็นอิสระได้ไม่นาน ก็ "เสียกรุงศรี..เป็นครั้งที่ 2" แล้วคำว่า "ไทย..ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร" มันได้มาอย่างไร..เล่า   หรือ มันไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของข้าพเจ้า ฉะนั้น...ข้าพเจ้าไ่ม่รับรู้...อย่างนั้น..หรือ

 นั่น...เพราะ เราเอง "ไม่ค่อย" จะยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น กอร์ปกับ "คนไทย..ลืมง่าย" ในความจริงนั้นคนไทยไม่ลืมง่ายหรอก  ...ยังจำได้เสมอ...นั่นแหละ เพียงแต่ "ไม่อยากมีปัญหา" ไม่อยากสร้างเรื่องให้ยืดยาว

ที่กล่าวมานั้น เป็นบุคลิคของคนส่วนใหญ่ การไม่อยากสร้างปัญหาให้ยืดยาวและไ่ม่่อยากมีพิษมีภัยกับใคร ๆ ทำให้คนไทยในสายตาโลก "เป็นคนใจดี...มีน้ำใจ..เข้ากับคนรอบข้างได้ง่าย"

ทำให้คนทั่วโลกที่มาเมืองไทยขนานนามว่า "สยามเมืองยิ้ม" เมืองแห่ง "คนใจดี"

(จะมาเล่าต่อ...เมื่อเวลาเหมาะสม)